เด็กโอตากุ ปัญหายุคไซเบอร์
posted on 01 Jun 2006 11:07 by b-rin in ANIMEไปเจอมา ลองอ่านกันดู
หนังสือการ์ตูน เกมคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต กลายเป็นสิ่งที่เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับเด็กยุคใหม่ ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่การสื่อสารไร้ขีดจำกัดด้วยระยะทางและเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นผลพวงที่เราอาจเรียกว่าเป็นปัญหาสังคม จากการเปลี่ยนแปลงในช่วงปี ค.ศ.1970 ถึงปัจจุบัน ก็คือ กลุ่มคนโอตากุ สำหรับประเทศไทยเรายังคงไม่คุ้นเคยกับคำนี้มากนัก เพราะยังคงเรียกเฉพาะในกลุ่มของผู้คลั่งไคล้ตัวการ์ตูนและแอนิเมชั่นเท่านั้น
กำเนิดโอตากุ
วันเฉลิม สุขสมปราถนา นักเขียนการ์ตูนเรื่อง โอ สปิริต ในนิตยสารเกี่ยวกับการ์ตูน ซีเรียล ได้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับ โอตากุ ไว้ว่า หมายถึง คนที่ชอบเก็บตัวอยู่กับบ้านคนเดียว ไม่ยอมคบค้าสมาคมกับใครนอกจากคนที่เป็นโอตากุด้วยกัน แต่คนทั่วไปจะรู้ว่าเป็นคำที่เรียกกันในหมู่ผู้ชื่นชอบการอ่านการ์ตูน ติดเกม ติดของเล่น ชอบเล่นเว็บบอร์ดขนาดหนัก ถึงขนาดที่ว่าแทบจะคุยกันแต่เรื่องการ์ตูนเลยทีเดียว ลักษณะของคนพวกนี้มักจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่เป็นประจำ ชอบเก็บตัว มีเพื่อนน้อย มีปัญหาทางมนุษยสัมพันธ์ เล่นกีฬาไม่เก่ง โดยส่วนมากแล้วคนกลุ่มนี้จะไม่ใช่คนที่ก้าวร้าว แต่จะเรียบร้อยจนผิดปกติ หรือไม่มีพิษมีภัยกับใคร
อาการโอตากุที่หนักที่สุดก็เห็นจะเป็นการสร้างเพื่อนในจินตนาการของตัวเองขึ้นมา ปกติแล้วก็มีบ้างที่พูดกับตัวเอง แต่โอตากุจะจินตนาการเห็นตัวการ์ตูนเป็นเพื่อนที่มีชีวิตจิตใจและพูดคุยด้วยกันได้ ในขณะที่บางกลุ่มที่ญี่ปุ่นถึงขนาดสร้างหลุมศพให้กับตัวละครในการ์ตูนก็มี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติจากคนทั่วไป
นอกจากนี้ จากข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวกลุ่มคนโอตากุของญี่ปุ่น ระบุอย่างชัดเจนว่า โอตากุ มีรากฐานจากศัพท์คำว่า
O+Taku โอเรียกเป็นคำทักทาย ตากุ หมายถึง บ้าน ที่มาของคำคำนี้ไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นคำที่กลุ่มโอตากุใช้เรียกพวกเดียวกัน เริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 ในยุคการ์ตูนของญี่ปุ่นเริ่มเฟื่องฟู ซึ่งนักสังคมศาสตร์เชื่อว่าเป็นผลลัพธ์ข้อหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบทุนนิยม การพัฒนาเทคโนโลยีและการสื่อสารในยุคนั้น จนกลายเป็นกลุ่มคนที่สร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ แก่ญี่ปุ่นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแฟชั่น สไตล์การแต่งตัวของวัยรุ่น ล้วนมีอิทธิพลมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น ที่ส่งผลกับคนเหล่านี้ทั้งสิ้น โดยศูนย์กลางของเหล่าโอตากุที่รู้จักกันทั่วโลกก็คือ กรุงโตเกียว ย่านอากิฮาบาร่า แหล่งซื้อขายการ์ตูนแอนิเมชั่น โมเดลของเล่นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่นี่นับเป็นสวรรค์ของเหล่าโอตากุเลยทีเดียว
ลักษณะของเด็กโอตากุ
โวลเกอร์ กราสมัก (Volker Grassmuck) นักวิจัยด้านสังคมวิทยาและสื่อสารมวลชน ชาวเยอรมัน ได้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์โอตากุ เมื่อปี ค.ศ.1989 ในญี่ปุ่น และถูกเผยแพร่ในงานสัมมนาทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งของกรุงเบอร์ลิน เมื่อปี 1998 โดยงานวิจัยกล่าวไว้ว่า โอตากุเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวเนื่องมาจากผลพวงของระบบทุนนิยมและระบบการสื่อสารมวลชนที่เข้าไปมีอิทธิพลอย่างมากกับเด็กๆ ในญี่ปุ่น ในช่วงปี 1970 เริ่มแรกนั้นโอตากุยังไม่เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน จนเกิดคดี Miyazaki หรือคดีฆาตกรรมเด็กหญิง 4 คนแล้วแยกศพอำพรางคดี โดยฝีมือของ ซึโตมุ มิยาซากิ ที่อ้างว่าเลียนแบบการกระทำในการ์ตูนญี่ปุ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ค้นที่พักและพบว่ามิยาซากิมีการ์ตูนสะสมมากกว่า 6,000 เล่ม ที่มีเนื้อหาแนวสยองขวัญและลามกอนาจาร จากนั้นสื่อก็ประโคมข่าวและเรียกคดีนี้ว่า คดีโอตากุ (หลังจากคดีนั้นก็ทำให้ภาพลักษณ์ของเหล่าโอตากุติดลบมากเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ก็ไม่พบคดีโอตากุอื่นๆ อีกเลย)
คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนคือ โอตากุมักจะเป็นเด็กผู้ชายวัย 1030 ปี เป็นผลผลิตของสื่อสารมวลชน ทำให้เด็กกลุ่มนี้หมกมุ่นอยู่กับสื่อและเทคโนโลยีต่างๆ มักติดหรือชอบสะสมการ์ตูน ของเล่นที่ใช้เทคโนโลยี อย่าง ของเล่นบังคับวิทยุ หุ่นยนต์ เกมคอนโซล เกมคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเด็กที่ติดแชตรูม และพวกที่ชอบเล่นเว็บบอร์ด และพวกคลั่งไคล้ตัวการ์ตูนต่างๆ แต่หลังจากปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา กลับพบว่า โอตากุไม่ได้เป็นเฉพาะเด็กผู้ชายเท่านั้น เด็กผู้หญิงก็เป็นโอตากุได้เหมือนกัน
นอกจากนี้ การเป็นพวกโอตากุก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น โอตากุอาจคลั่งเกมไปพร้อมๆ กับเล่นเว็บบอร์ด หรือคลั่งการ์ตูนและเล่นโมเดลก็ได้หากสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นเอื้อกัน ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการเกิดโอตากุก็คือ เกิดจากเด็กที่ครอบครัวซึ่งพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ โดยส่งเสริมให้เรียนอย่างหนักแล้วทดแทนเวลาที่|หายไปด้วยการให้ของเล่นกับเด็ก อย่าง คอมพิวเตอร์ และเกม เมื่อเด็กเกิดความเครียดจากการเรียน ก็จะหนีเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการทุกวัน จนทำให้เด็กแยกโลกแห่งความเป็นจริงและโลกในจินตนาการไม่ชัดเจนในที่สุด
ปัญหาที่น่าท้าทาย ในโลกยุคไซเบอร์
แม้ว่าในบ้านเรากรณีนี้จะยังไม่เป็นปัญหาอย่างรุนแรงเทียบเท่ากับญี่ปุ่นก็ตาม แต่ผู้ปกครองหลายคนก็เริ่มเป็นห่วงลูกหลาน และพยายามระแวดระวังกับปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดานี้
บุญเพชร สมประสงค์ อายุ 44 ปี ประธานชมรมเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม เป็นคุณพ่อของลูกสาววัย 17 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 บอกว่า ถ้าเจอปัญหานี้จริงๆ อาจจะรู้สึกหนักใจได้เหมือนกัน ปัญหานี้อาจทำให้ลูกไม่สนใจพ่อแม่เสียด้วยซ้ำ เขาจะหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องนี้ อย่างลูกสาวผมก็มีเล่นเกมบ้าง ส่วนหนังสืออ่านเล่นก็อ่านบ้างเล็กน้อย เกมที่ลูกสาวเล่นเป็นเกมซิม เล่นที่บ้าน เป็นเกมคอมพ์ ไม่ได้ปล่อยให้ลูกออกไปเล่นเกมนอกบ้าน ส่วนเกมออนไลน์ไม่ได้เล่น
เขาบอกด้วยว่า ลูกสาวอ่านการ์ตูน แล้วก็มีหนังสือแนวผู้หญิงบ้าง บุญเพชร ไม่กังวลว่าลูกจะเป็นโรคเก็บตัวหรือเอาแต่เล่นเกมอยู่แต่ในโลกส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเขามีวิธีอบรมเลี้ยงดูลูก นั่นคือ เลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่ เปิดกว้าง ไม่ได้สร้างกรอบให้ลูก เราต้องสามารถพูดคุยกับลูกได้ในหลายๆ เรื่อง บางครั้งเวลาลูกทำอะไรผิดแล้วเราโกรธก็ต้องพยายามเก็บอารมณ์ไว้ จะไม่ไปต่อว่าเอง เพราะคิดว่าจะแรงเกินไป จะอาศัยญาติๆ ไปพูดคุยแทนบ้าง คิดว่าสิ่งสำคัญคือลูกเป็นคนดีก็พอ ไม่ต้องถึงขนาดเรียนเก่งมาก
ในขณะที่ รุ่งเพชร รุจิรกำธรชัย ประธานชมรมเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว เป็นคุณแม่ของลูกสาว 2 คน และมีหลานสาวที่ต้องดูแลอีก 2 คนในบ้าน บอกว่า ก็มีบ้างเหมือนกันที่ลูกหลานในบ้านชอบเล่นเกม ติดหนังสืออ่านเล่น และติดคุยโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ได้เป็นปัญหาหนักมาก ก็มีบ้างเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นหลานสาวมากกว่าที่ติดโทรศัพท์มือถือ และหนังสืออ่านเล่นของเขา ก็จะว่าเขาเหมือนกัน พอเขาเกรงใจเรา เขาก็จะหยุด ตอนอยู่ ป.6 ไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ แต่พอขึ้น ม.1 ก็เริ่มเป็นมากขึ้น แบบดื้อเงียบ แต่ก็ไม่ถึงกับติดงอมแงมมาก ใช้วิธีดุบ้าง ปล่อยบ้าง
เธอบอกว่า ตอนนี้พี่บ้านยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็เลยเล่นเกมออนไลน์ไม่ได้ จะบอกพวกเขาว่าต้องเก็บเงินซื้อบ้านก่อน คิดว่าถ้าซื้อคอมพ์มาแล้วก็ยังต้องมาเสียค่าออนไลน์อีก คิดว่าให้เขาโตอีกหน่อยหนึ่งแล้วค่อยซื้อดีกว่า ตอนแรกๆ ก็เรียกร้องเหมือนกัน ตอนนี้ไม่แล้ว บอกเขาว่ากำลังจะซื้อบ้านหลังใหม่ให้ทุกคนได้อยู่กัน แต่ถ้าพวกเขาอยากเล่นเกมจริงๆ ก็จะมีพาออกไปเล่นนอกบ้านประมาณ 3 ชั่วโมง ทั้งลูกสาวและหลานก็ไปด้วยกันหมด ส่วนใหญ่ออกไปวันอาทิตย์
ทางแก้ ทำได้
การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ว่าจะใส่ใจลูกมากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันพ่อแม่ต้องพาลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านบ้าง หรือพยายามมองหากิจกรรมที่สมาชิกในครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ อย่างเช่น ทำอาหาร หรือออกไปเล่นกีฬานอกบ้าน พยายามอย่าปล่อยลูกทิ้งไว้คนเดียว
พัทธนันท์ ฤทธิ์มหันต์ บรรณาธิการนิตยสาร Real Parenting เป็นคุณแม่ของลูก 2 คน ลูกชายคนโตอายุ 7 ขวบครึ่ง คนเล็กเป็นผู้หญิงอายุ 6 ขวบ บอกว่า ในฐานะคุณแม่ จากประสบการณ์ตรง ยังอาจจะตอบได้ไม่เต็มปากนัก ลูกยังไม่โตพอที่จะเข้าสู่วงจรแบบนั้น แต่มุมมองส่วนตัวที่ได้รับรู้จากคุณแม่คนอื่นทำให้ประมวลได้ว่าปัญหาเรื่องนี้พอหาทางป้องกันได้
สาเหตุหลักๆ ของปัญหาคิดว่าเป็นเพราะพ่อแม่ไม่ได้ตั้งกติกาไว้อย่างรัดกุมเพียงพอ ไม่ยอมเข้มงวดตั้งแต่ต้น คือว่าให้ลูกเล่นเกมได้ อ่านหนังสือการ์ตูนได้ แต่ต้องมีการกำหนดกติกาบางอย่าง อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสาเหตุคือ พ่อและแม่อาจไม่มีเวลาให้ลูก ทำให้ลูกเกิดอาการเหงา การที่เด็กติดเกมหรือติดการ์ตูนเพราะไปค้นพบว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในโลกใบนั้น เป็นโลกส่วนตัวของเขา พัทธนันท์ บอกอีกว่า พ่อแม่ต้องให้เวลากับลูกบ้าง ชวนเขาไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ไปออกกำลังกาย ถีบจักรยาน ทำกับข้าวด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่
เรื่องนี้เป็นปัญหาที่น่าท้าทายพ่อแม่ในโลกยุคไซเบอร์ การที่ลูกไปเล่นเกมเป็นเพราะอาจจะไม่มีกิจกรรมอย่างอื่นให้ทำ เท่าที่ได้คุยกับพ่อแม่ที่ลูกประสบกับปัญหาเรื่องนี้ ต่างคนต่างตอบตรงกันเลยว่า เป็นเพราะการปล่อยปละละเลย ไม่ได้ให้กติกาไว้ตั้งแต่แรก เด็กไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ตอนที่เด็กไปเล่นเกม พอเขาชนะ เขาจะรู้สึกภูมิใจ เล่นเกมออนไลน์แล้วรู้สึกว่าได้เพื่อน ได้สังคม
วิธีการแก้ไขคือ พวกเขาต้องไปเข้าคอร์สบำบัด และเปิดใจสู่กันมากขึ้นระหว่างตัวลูกและพ่อแม่ เคยไปสัมภาษณ์ผู้ปกครองที่ประสบกับปัญหาแบบนี้ เขาใช้วิธีให้ลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านมากยิ่งขึ้น มีอยู่กรณีหนึ่งที่พ่อแม่พาลูกไปเล่นบาสเกตบอล พอเขาทำคะแนนได้ เขารู้สึกดีใจ ปรากฏว่าหลังๆ เขาจะห่างเกมไปเอง
บรรณาธิการนิตยสาร Real Parenting บอกด้วยว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เราจะไปปิดกั้นเขาไม่ได้ พอเขาพ้นเขตบ้านไปแล้วเราก็ไม่รู้แล้วว่าเขาจะไปเจออะไรและทำอะไรบ้าง สิ่งที่เราทำได้คือให้เขารู้จักความเป็นไปที่เกิดขึ้น แต่ก็ต้องมีลิมิตด้วย ลูกจะต้องรู้ว่าเล่นเกมได้ แค่ไหน
เธอแนะด้วยว่า อย่าไปตั้งคอมพิวเตอร์ในห้องส่วนตัวของลูก ควรตั้งไว้ตรงกลางบ้าน มีการแบ่งเวลาไว้อย่างชัดเจน แน่นอน พ่อและแม่จะได้เห็นด้วยว่าลูกทำอะไรอยู่ จะได้ตักเตือนได้ทันเวลา อย่าคิดว่าลูกต่อรองนิดหน่อยแล้วยอม ที่สำคัญคืออย่าลืมที่จะสื่อสารกับลูก พอเขาโตขึ้น เขาต้องเปิดรับอะไรใหม่ๆ เสมอ ปิดกั้นเขาไม่ได้หรอก เราต้องเข้าใจและรู้เท่าทันเขา จะได้พูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง พัทธนันท์ กล่าวทิ้งท้าย
อ่านแล้วคิดเห็นว่ายังไงกันบ้าง?
เอามาจาก http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=magazine&id=100387
#1 By nora on 2006-06-01 11:21