Lorenzo's Oil ไม่มีใครไม่เสียน้ำตากับเรื่องนี้
posted on 09 Aug 2006 01:31 by b-rin in FILMอยู่ๆก็ไปเจอบทความเกี่ยวกับภาพยนต์เรื่องนี้ในช่วงใกล้วันแม่พอดี คิดว่าคนที่นำเรื่องนี้มากล่าวถึงก็คงจะคิดเรื่องเดียวกับเรา ว่าหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เหมาะแก่การกล่าวถึง เพราะเนื้อหาที่เป็นความรักของแม่ที่ต้องต่อสู้เพื่อลูกที่เป็นโรคร้ายรักษาไม่หาย ความสะเทือนอารมณ์นั้นไม่ยากเลยที่จะเรียกน้ำตาคนดูให้หลั่งออกมา ลองไปอ่านบทความที่เราไปพบมากัน
Lorenzo's Oil (1992)
Lorenzo's Oil เป็นเรื่องจริงของ Augusto Odone นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนเจ้าหน้าที่ธนาคารโลกกับ Michaela ภรรยาชาวไอริช-อเมริกันนักภาษาศาสตร์ ทั้งคู่อาศัยศรัทธาและความกล้าหาญชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ต่อสู้กับเวลาและวิชาการแพทย์ด้วยความอดทนยาวนาน เพื่อช่วยชีวิตลูกชายคนเดียว
ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน 1984 เมื่อนายแพทย์บอกกับครอบครัว Odone ว่า เด็กชาย Lorenzo ลูกชายวัย 5 ขวบคนเดียวของพวกเขาเป็นโรค Adrenoleukodystrophy หรือ ALD ที่วงการแพทย์ (ขณะนั้น) แทบไม่รู้จัก จึงไม่มีทางรักษา จากสถิติข้อมูล ผู้ป่วยด้วยโรค ALD สามารถมีชีวิตไม่เกิน 2 ปี อาการของโรคเริ่มจากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอารมณ์อารมณ์ตนเอง ตามมาด้วยการพูดไม่ได้ หลังจากนั้นจะเกิดอาการพิการทางโสตประสาท ร่างกายเป็นอัมพาต และเสียชีวิตในที่สุด
Augusto และ Michaela ไม่ยอมรับการวินิจฉัยโรคและการรักษา (ที่แทบไม่ได้รักษาอะไรเลย) ของนายแพทย์ ทั้งคู่พยายามศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับโรค ALD เพื่อหาทางหยุดยั้งอาการที่ทรุดลงตามลำดับของ Lorenzo
หลังผ่านทั้งความสำเร็จและล้มเหลว ผ่านความดีใจและเสียใจแทบจะเวลาเดียวกัน Augusto กับ Michaela ทำให้มนุษย์เริ่มตระหนักว่า...ปาฏิหาริย์มีจริง อาศัยกำลังใจและความอดทนเหนือมนุษย์ ทั้งคู่พบยาที่สามารถหยุดยั้งโรค ALD ซึ่งไม่เพียงช่วยชีวิต Lorenzo ลูกชาย แต่ยังช่วยเด็กอีกหลายร้อยรายทั่วโลกที่ป่วยเป็นโรคนี้
ยาที่ว่าหาใช่สิ่งวิเศษหายาก แต่เป็นของพื้นๆที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน นั่นคือน้ำมันมะกอกกับน้ำมันละหุ่ง ภายหลังวงการแพทย์เรียกยานี้ว่า Lorenzo's Oil เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ!
ต้นกำเนิดหนัง Lorenzo's Oil มาจาก George Miller อดีตนายแพทย์-ผู้กำกับหนังไตรภาค Mad Max หลังจากที่เขาอ่านบทความการต่อสู้แสนทรหดของครอบครัว Odone จากหนังสือพิมพ์ London Sunday Times ในฐานะที่เคยอยู่ในแวดวงการแพทย์ Miller เชื่อไม่สนิทใจนักกับการที่คนธรรมดาไม่รู้วิชาแพทย์แต่สามารถค้นพบยารักษาโรคที่แม้แต่แพทย์ยังยอมแพ้ แต่หลังจากได้พบปะพูดคุยกับครอบครัว Odone ตัวจริง ศึกษาข้อมูลทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้อย่างละเอียดนาน 1 ปีเต็ม Miller เปลี่ยนใจ ยอมรับโดยดุษณีว่า เรื่องราวที่แทบไม่น่าเชื่อของครอบครัว Odone ประทับใจเขาเป็นอย่างยิ่ง ในทางตรงกันข้าม ครอบครัว Odone ที่ประทับใจในตัวผู้กำกับ Miller เช่นกัน ตัดสินใจมอบเรื่องราวของเขาให้ Miller เอาไปทำหนัง
จุดสำคัญของ Lorenzo's Oil อยู่ตรงบทหนังที่ Miller กับ Nick Enright ช่วยกันเขียน บทหนังเอาความยุ่งยากด้านการแพทย์และชีวเคมี เรื่องห่วงโซ่ไขมันที่ยาวเกินปกติอันเป็นสาเหตุของโรค ALD มาย่อยเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
หนังเปรียบเทียบอาการของโรค ALD เหมือนอ่างล้างจานที่ต้องรองรับไขมันจากก๊อกน้ำสองตัว ตัวหนึ่งเป็นไขมันที่จากการบริโภคอาหาร อีกตัวหนึ่งสร้างไขมันจากกลไกธรรมชาติภายในร่างกายมนุษย์ การรักษาโรค ALD คือการลดปริมาณไขมันในร่างกาย เพื่อให้ห่วงโซ่ไขมันในร่างกายปรับตัวกลับสู่สภาวะความยาวปกติ
ปัญหาก็คือธรรมชาติกำหนดให้แหล่งผลิตไขมันในมนุษย์ทั้งสองแห่งทำงานประสานกันเพื่อความสมดุล หากไขมันจากอาหารลดลง ร่างกายจะสร้างไขมันเสริมส่วนที่พร่อง การรักษาผู้ป่วยโรค ALD นอกจากต้องลดไขมันที่เกิดจากการบริโภคอาหาร ยังต้องหาทางลดไขมันที่ร่างกายผลิตควบคู่ไปด้วย
น้ำมันมะกอกในยา Lorenzo's Oil ใช้ลดไขมันที่มาจากอาหาร ส่วนน้ำมันละหุ่งใช้ลดไขมันที่ร่างกายสร้าง
นอกจากนั้นบทหนังยังอธิบายถึงอาการอัมพาตของผู้ป่วยโรค ALD ทฤษฎีการแพทย์ระบุว่า ห่วงโซ่ไขมันที่ยาวเกินไปจะทำลายชั้นไขมันบางๆที่หุ้มเส้นประสาทซึ่งเรียกว่า Myelin อันเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาต บทหนังเปรียบ Myelin คล้ายปลอกหุ้มสายไฟ หากฉีกขาดเสียหาย ไฟสามารถลัดวงจรได้ หากสร้าง Myelin ใหม่ให้กับผู้ป่วย ALD ความหวังที่จะหายจากอาการอัมพาตก็มีมากขึ้น
ทำได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่แปลกใจที่บทหนัง Lorenzo's Oil ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง
เพื่อไม่ให้หนัง Lorenzo's Oil กลายเป็นสารคดีคิดค้นยารักษาโรค ALD มากจนเกินไป การเพิ่มอารมณ์ประทับใจ-สะเทือนใจไม่อาจหลีกเลี่ยง
หนังเปิดเรื่องด้วยความสุขของหนูน้อย Lorenzo ที่เกาะ Comoros ในมหาสมุทรอินเดียก่อนที่ครอบครัวจะเดินทางมาสหรัฐอเมริกา และความทุกข์เริ่มครอบงำครอบครัวเมื่อรู้ว่า Lorenzo ป่วยเป็นโรค ALD จากนั้นไม่นาน ประกายแห่งความหวังเริ่มสว่างอีกครั้งเมื่อ Augusto ทุ่มเททุกอย่างแม้ชีวิตเพื่อศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่ว่า Michaela เชื่อว่าน้ำมันมะกอกคือยารักษา ความหวังเริ่มกลับมา แต่ก็เพียงชั่วคราว เพราะน้ำมันมะกอกรักษา ALD ได้แค่ครึ่งเดียว อาการทรุดหนักลงตามลำดับของ Lorenzo แทบทำให้คนดูหมดหวัง หนังสลับสับเปลี่ยนอารมณ์ตลอดจนกระทั่งถึงจุดไคลแม็กซ์...การค้นพบยา Lorenzo's Oil
ตัวละครที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อนหนีไม่พ้น Michaela Odone แม่ที่รักลูก Lorenzo ยิ่งกว่าชีวิต แค่รู้ว่าลูกจะต้องจากไปอย่างน่าเวทนา ก็เศร้าหนักหนา แล้วก็ยิ่งเศร้าสาหัสมากไปกว่านั้น ก็เมื่อรู้ว่า เธอเป็นต้นเหตุความเจ็บไข้ได้ป่วยของลูก โรค ALD เกิดเฉพาะกับผู้ชาย โดยได้รับการถ่ายทอดจากผู้เป็นมารดา
ฉากสะเทือนอารมณ์ของ Michaela น่าจะเป็นฉากในพิธีมิสซาช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ที่พระเยซูถูกจับ ถูกตรึงกางเขน และกลับเป็นขึ้นมา (ช่วงเดียวกันกับหนัง The Passion of the Christ) Michaela มองขึ้นฟ้า สวดภาวนากับพระเจ้า การต้องเห็นบุตรในอุทรเดินทางสู่ความนั้น ทุกข์ทรมานแสนสาหัส ไม่น้อยไปกว่าการที่พระนางมารีแม่ของพระเยซู ต้องทนดูลูกคนเดียวเดินไปสู่ความตายบนไม้กางเขน!!
Michaela โทษตัวเอง และเพราะสำนึกว่าต้องรับผิดชอบชะตากรรมของลูก เธอจึงทำทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตลูก ทุกลมหายใจของเธอมีแต่ Lorenzo คนเดียว และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เธอพร้อมประสานงากับทุกอย่างและทุกคนที่ขวางหน้า เพียงแค่เขาเหล่านั้นคิดว่าไม่มีหวังอีกต่อไปสำหรับลูกชายของเธอ
บท Michaela แสดงโดย Susan Sarandon ที่กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับ Miller อีกครั้งหลังจาก The Witches of Eastwick (1987) ฝรั่งบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ Sarandon ซึ่งสนใจเรื่องครอบครัว Odone อยู่ก่อนแล้วพบกับผู้กำกับ Miller บนเครื่องบินที่มุ่งหน้าไป LA เธอรับทราบว่า Miller กำลังคิดเอาเรื่องครอบครัว Odone มาทำหนัง แน่นอน Sarandon เธอสนใจที่จะรับบท Michaela เสียแต่ว่าทางผู้สร้างมองไปที่นางเอก Michelle Pfeiffer อยู่ก่อนแล้ว แต่ภายหลัง Pfeiffer ขอถอนตัวเพราะติดคิวหนัง Batman Returns (1992) Sarandon จึงเข้าแทนที่ แล้วก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะบท Michaela ส่งให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง
หลังรู้ความจริงว่าเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นโรค ALD บุคลิกของ Michaela เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอกลายเป็นหญิงผู้มีหัวใจแข็งแกร่งดุจเพชร ตั้งใจแน่วแน่ที่จะช่วยลูกทุกวิถีทาง จนบางครั้งเธอเหมือนคนบ้า ไม่เคยฟังใคร ไม่มีใครกล้าเข้าหน้าเธอ Sarandon แสดงได้อย่างเข้าถึง ฉากที่ดีที่สุดของเธอ คือฉากที่เธอรู้ว่าลูกชายไม่มีทางรักษาหาย จากคุณแม่ร้องไห้เศร้าโศกต่อหน้าสามีและหมอ เธอปาดน้ำตาทิ้ง ทำสีหน้าปกติ มารับลูกที่รอกลับบ้าน กับฉากที่เธออุ้ม Lorenzo แนบอกในโรงพยาบาลหลังจากที่หมอลงความเห็นว่าวาระสุดท้ายของเด็กน้อยผู้น่าสงสารมาถึงแล้ว เธอยอมแพ้ กระซิบบอกลูกน้ำตานองหน้า...หากทนทรมานต่อไปไม่ไหว ก็อย่าฝืนสู้กับความตายอีกเลย!!
ในทางตรงข้าม Augusto ที่เริ่มต้นด้วยความหวัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กับผลลัพธ์ที่ไม่เคยมีอะไรน่าพึงพอใจ ความหวังอันเจิดจ้าของเขากลับมืดสลัวลงทุกขณะ เมื่อถึงจุดหนึ่ง Augusto กับ Michaela เริ่มทะเลาะเบาะแว้งกัน คนที่เป็นแม่ต้องการยื้อชีวิตลูกให้ยาวนานที่สุด ขณะคนที่เป็นพ่อเริ่มถามตัวเองว่า ไม่ดีกว่าหรือที่จะปล่อยให้ลูกพ้นทุกข์
Nick Nolte พาร่างบึกบึนใหญ่โตมารับบท Augusto ซึ่งไม่เข้ากันเลยสำหรับการเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่สำหรับความเป็นพ่อ ที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูก Nick ทำได้อย่างน่าประทับใจ
ขณะที่ครอบครัว Odone พยายามนำสูตรยาน้ำมันมะกอก-น้ำมันละหุ่งไปเผยแพร่กับพ่อแม่เด็กอีกหลายคนที่ป่วยเป็น ALD เขากลับถูกขัดขวางโดยสองสามีภรรยา Ellard กับ Loretta Muscatine ที่เสียลูกไปแล้วคนหนึ่งจากโรคนี้ และกำลังจะเสียลูกไปอีกคนในไม่ช้า ครอบครัว Muscatine มองตรงข้ามกับครอบครัว Odone เมื่อไม่มีทางรักษาเด็ก พวกเขาจึงคิดตั้งมูลนิธิดูแลคนเป็นพ่อแม่ ช่วยประคับประคองให้สามารถผ่านช่วงชีวิตแสนทุกขเวทนานี้
หนังไม่ได้พูดแต่เฉพาะด้านของผู้ป่วยโรค ALD แต่ยังหันกลับมาวิพากษ์วิจารณ์วงการแพทย์ด้วย
"ผมรู้ว่าหมอไม่ดีพร้อมทุกอย่าง" ผู้กำกับ Miller บอก "ผมไม่เคยเชื่อหมอแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่ก็ไม่ได้ไม่เชื่อหมอไปทุกอย่าง แล้วผมก็ไม่เคยโกรธหมอด้วย...หมอก็คือมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า หมอก็มีปัญหาเหมือนคนอื่น เคยเจอปัญหาที่แก้ไม่ตก เคยผิดหวัง บางครั้งไม่มั่นใจ บางครั้งขลาดกลัว แต่บางครั้งก็สุดแสนกล้าหาญ"
Miller ยังแสดงความคิดเห็นต่ออีกว่า "หมอเป็นคนที่มีอำนาจมาก ก็เลยมีอะไรที่คล้ายกับนักการเมือง คุณต้องทำให้เขาซื่อสัตย์ต่อจรรยาแพทย์ คุณต้องกล้าท้าทายพวกเขา นี่เป็นวิธีเดียวที่จะพัฒนาคุณค่าในตัวคนที่เป็นหมอ การเป็นหมอที่ดีกับการเป็นคนไข้ที่ดี ยังเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงหาข้อสรุป..."
หนังถ่ายทำเรียงตามลำดับช่วงเวลา เริ่มถ่ายจากบทหน้าแรกยันไปจนถึงหน้าสุดท้าย ตัวละคร Lorenzo ใช้นักแสดงทั้งหมด 6 คน คือ Noah Banks, Billy Amman, Michael Haider, E.G. Daily (ที่ต่อมามีการเปิดเผยว่าเป็นผู้หญิงชื่อ Elizabeth Daily), Cristin Woodworth และ Zack O'Malley Greenburg เพื่อแสดงตามช่วงอายุที่ต่างกัน
ที่พิเศษสุดคือ Don Suddaby นักเคมีคนกลั่นน้ำมันละหุ่งที่ใช้ประกอบสูตรยา Lorenzo's Oil ตัวจริง ให้เกียรติผู้กำกับ Miller มาเล่นเป็นตัวเองในหนังด้วย
John Seale ผู้กำกับภาพชาวออสเตรเลีย เพื่อนร่วมชาติของผู้กำกับ Miller เป็นอีกเสาหลักของหนัง แต่ละภาพที่ Seale ถ่ายสื่ออารมณ์แทนคำพูดนับ 1,000 คำ ไม่ว่าจะเป็น ภาพสามพ่อแม่ลูกนอนด้วยกัน แทนความหมายที่พ่อแม่ต้องคอยเฝ้าการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครปรารถนาของลูก หรือภาพที่ Augusto กับ Michaela พา Lorenzo ไปหาหมอ กล้องเริ่ม tilt down มายังขาของเด็กที่เริ่มคดงอใกล้เป็นอัมพาตสมบูรณ์
หนังปิดท้ายด้วยความหวัง ภาพเด็กที่รอดพ้นความตายด้วยยา Lorenzo's Oil ของจริงช่วยย้ำให้เห็นถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ครอบครัว Odone สร้างไว้ให้กับมวลมนุษย์...
....................................................
อยากให้ลองหามาดูกันนะคะ เป็นหนังที่ดีจริงๆเรื่องหนึ่ง
ขอขอบคุณเรื่องดีๆจาก www.cinemag.com ค่ะ
อยากรู้ข้อมูลมากขึ้นเลยลองเสริชหาดู
ว่ามีใครพูดถึงเรื่องนี้มั่ง ขอบคุณที่เอา
มาให้อ่านนะ อยากรู้จังว่าตอนนี้
ลอเรนโซ่เค้าเป็นยังไงมั่ง
#1 By หนูจะเป็นเด็กดี (203.209.38.186) on 2006-09-11 14:54