ดังจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้มีนิยายออกมามากเหลือเกิน เด็กรุ่นใหม่ๆที่ชอบอ่าน (แต่ไม่ได้รักการอ่าน) ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จาก การอ่าน พัฒนาไปเป็น การเขียน  ซึ่งก็เป็นกระแสที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่ากำลังฮิตเหลือเกิน

ช่วงนี้จึงขอกล่าวเรื่องนี้สักหน่อย เริ่มจากการรวบรวมข้อคิดเห็นต่างๆก่อนแล้วหลังจากนั้นถึงจะเป็นความเห็นส่วนตัวของเรา

Part แรก เป็นการนำมาจาก webboard แห่งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์วรรณกรรมออนไลน์ (ขอตัดเนื้อความบางส่วนออกนะคะ)

--------------------------------------------------------------------

รวมคำถามคำตอบและข้อสงสัยเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ ในส่วนของวรรณกรรมออนไลน์

อันดับแรกขอกล่าวถึงความหมายของคำว่า ลิขสิทธิ์

ลิขสิทธิ์ ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง เป็นการแสดงออกซึ่งความคิดให้ปรากฎออกมาเป็นงานอย่างใดอย่างหนึ่ง 9 ประเภท ได้แก่งานวรรณกรรม (หนังสือ ) งานนาฎกรรม (ท่ารำ ท่าเต้น) งานศิลปกรรม (ภาพวาด งานพิมพ์) งานดนตรีกรรม(เนื้อร้อง ทำนอง) งานโสตวัสดุ (เทป ซีดี) งานแพร่เสียง แพร่ภาพ งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ และเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำ การใด ๆ เกี่ยวกับงานที่สร้างสรรค์ขึ้น เช่น ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน

(อิศราพงษ์)

แล้วถ้าเรามีผลงานอยากจดลิขสิทธิ์ล่ะครับ

เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือมอบอำนาจให้บุคคลใดมาแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ โดยเจ้าของลิขสิทธิ์อาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์สามารถแจ้งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้ ท่านสามารถยื่นคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ได้ที่ สำนักพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด หรือยื่นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. ๐๒-๕๔๗-๔๖๓๔ โดยท่านสามารถดาวน์โหลดแบบคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ (ลข .01) ได้ที่ www.ipthailand.org สำหรับเอกสารที่ใช้ประกอบการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ มีดังนี้
๑. แบบ ลข. ๐๑ จำนวน ๒ ชุด
๒. สำเนาผลงานลิขสิทธิ์ จำนวน ๑ ชุด
๓. กรณีผู้ยื่นคำขอเป็นบุคคลธรรมดาใช้สำเนาบัตรประชาชน (รับรองสำเนาถูกต้อง)
๔. กรณีเป็นนิติบุคคล ใช้สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล ที่นายทะเบียนออกให้ไม่เกิน ๖ เดือน นับแต่วันออกหนังสือรับรอง
๕. กรณีตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมายื่นขอ ใช้สำเนาหนังสือแต่งตั้งตัวแทนหรือหนังสือมอบอำนาจติดอาการแสตมป์ ๓๐ บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ
๖. หน่วยงานหรือองค์กร ของรัฐบาล ใช้สำเนาหนังสือแต่งตั้งผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กร พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
๗. มูลนิธิ ใช้สำเนาหนังสือการจดทะเบียนตั้งมูลนิธิ (สำเนาทุกฉบับต้องรับรองสำเนาถูกต้อง)

ไพบูลย์

ลิขสิทธิ์ของเราจะได้รับการคุ้มครองนานแค่ไหนนะ

อ้างอิงจาก
นิตยสารจัดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทวรรณกรรม ซึ่งได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ กับอีกห้าสิบปีภายหลังผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ถ้าผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ลิขสิทธิ์ในงานนั้นจะมี อายุการคุ้มครอง 50 ปี นับจากสร้างสรรค์หรือโฆษณา บทความที่นำมาจากนิตยสารซึ่งเขียนมาเกิน 10 ปี หากอายุการคุ้มครองยังคงมีอยู่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน (มาตรา19)

นั่นก็คือหากเป็นนักเขียนอย่างเราๆ ก็นับจากที่เราตายไปอีก 50 ปี ดังนั้นลูกหลานเราจึงมีสิทธิที่จะซื้อขาย รับผลประโยชน์เป็นมรดกจากผลงานที่เราสร้างเอาไว้ได้อีก 50 ปี

แต่ถ้าเป็นบริษัทแล้ว จะนับจากการเริ่มทำผลงานไปอีก 50 ปีครับ

 

แล้ววรรณกรรมออนไลน์ล่ะ ผลงานของเราจะได้รับการคุ้มครองหรือไม่

งานวรรณกรรมเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ ลิขสิทธิ์ 2537 ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองทันทีที่ได้สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน และเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการบริหารจัดการสิทธิของตน ดังนั้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อนมิฉะนั้นอาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีนโยบายในการรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ไว้เป็นฐานข้อมูลและเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

กรณีตามคำถามการเขียนบทความของท่านหากเป็นการสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ได้เป็นการคัดลอกหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น บทความที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นก็จะได้รับความคุ้มครองตาม
พ.ร.บ ลิขสิทธิ์ ซึ่งท่านสามารถนำผลงานของท่านมาแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้เป็นฐานข้อมูลที่กรมฯ ได้
โดยมีเอกสารดังนี้

กรณีนิติบุคคล
1. หนังสือรับรองนิติบุคคลออกให้ไม่เกิน 6 เดือน
2. หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 30 บาท
3. สำเนาบัตรผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
3. แบบคำขอ ลข.01
4. สำเนาผลงาน (สำเนาบทความ)
กรณีบุคคลธรรมดา
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2. แบบคำขอ ลข.01
3. สำเนาผลงาน (สำเนาบทความ)
อย่างไรก็ดี ในการเผยแพร่งานไม่ว่าผ่านสื่อประเภทใด ท่านอาจระบุว่า “สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ ...” เพื่อให้ผู้นำบทความไปทำซ้ำ หรือ up lond ต่อทราบว่าเป็นงานลิขสิทธิ์ของท่าน ใครนำไปใช้ต้องขออนุญาตจากท่านก่อน

ปิยะชัย

แล้วถ้าผมโดนเข้าไปแล้วล่ะครับ โดนลอกงานไปแล้วจะทำอย่างไร

กรณีคำถามนี้น่าจะเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

2. และหลักฐานในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ กรณีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์นั้นเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดที่ยอมความกันได้ ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มคดีก่อน


อันนี้พิเศษสำหรับผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วนะครับ เห็นมีผลงานในเล้าได้รับการตีพิมพ์กันหลายเรื่อง และเผื่อในอนาคตด้วย

รบกวนเจ้าหน้าของกรมทรัพย์สินทางปัญญาตอบคำถามเกี่ยวกับการป้องการละเมิดลิทสิทธิ์งานวรรณกรรมของสำนักพิมพ์ด้วยนะครับ ซึ่งมีกรณีดังต่อไปนี้

-------------------------------------------------------

1. ในกรณีที่มีการเซ็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์และสำนักพิมพ์ ซึ่งในสัญญาได้ระบุว่าให้พิมพ์งานวรรมกรรม
ดังกล่าวออกจำหน่ายได้เป็นจำนวน 3000 เล่ม ในกรณีนี้จะสามารถตรวจสอบหรือป้องกันไม่ให้สำนักพิมพ์ทำการพิมพ์เกินจำนวนที่ตกลงไว้ในสัญญาหรือ
พิมพ์เพิ่มในภายหลังโดยไม่แจ้งและไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของลิขสิทธิ์ได้อย่างไร

ซึ่งจากกรณีที่ได้ถามนี้ ผมได้พูดคุยกับนักเขียนเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมหลายคนและพบว่านักเขียนมีประสบการณ์คล้ายกันคือได้ตกล งเซ็นสัญญาอนุญาต
ให้พิมพ์งานวรรณกรรมของตนเป็นจำนวน 3000 เล่ม และมียอดขายหนังสือดังกล่าวเป็นที่น่าพอใจมาก ซึ่งหลังจากการเซ็นสัญญานี้ก็ไม่ได้มีการเซ็นสัญญา
ฉบับใหม่กันอีก แต่ในระยะเวลา 2-3 ปีให้หลัง หนังสือเล่มดังกล่าวก็ยังมีขายอยู่ในท้องตลาดและเมื่อนักเขียนเข้าของลิขสิทธิ์ได้ทำการสอบถามสำนักพิมพ์
ว่าหนังสือ 3000 เล่มยังขายไม่หมดหรือ ทางสำนักพิมพ์ก็ให้คำตอบว่ายังไม่หมด แต่เมื่อนักเขียนถามต่อไปว่าแล้วตลอดมานี่ขายได้หรือว่าไม่ได้ ทางสำนักพิมพ์
ให้คำตอบว่ายังขายออกได้เรื่อยๆ ซึ่งทำให้นักเจียนเจ้าของลิทสิทธิ์สงสัยว่าสำนักพิมพ์ได้ทำการละเมิดลิทสิทธิ์โดยการพิมพ์หนังสือเกินจำนว นที่ตกลงหรือได้แอบ
พิมพ์เพิ่มในภายหลังหรือไม่ เพราะหนังสือจำนวน 3000 เล่มที่สามารถขายออกได้เรื่อยๆนั้นน่าจะขายได้หมดภายในเวลาเพียง 1-2 ปี อีกทั้งในขณะที่หนังสือ
เพิ่งออกวางจำหน่ายก็มียอดขายถึงระดับพันเล่ม จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ 2-3 ปีให้หลังมาแล้วหนังสือจะยังขายไม่หมด

ซึ่งในจุดขอใคร่เรียนถามว่าจะมีมาตรการหรือวิธีการที่จะตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะถึงแม้ในสัญญาจะระบุว่าเจ้าของลิทสิทธิ์หรือผู้แทนโดยชอบ
จะสามารถเข้าตรวจสอบการพิมพ์และจำนวนพิมพ์ได้ แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสำนักพิมพ์จะไม่พิมพ์เกินหรือแอบพิมพ์เพิ่มในภายหลัง และข้อมูลการจัดพิมพ์จัดส่ง
ที่ได้มามีความถูกต้องจริง และการจะนำข้อมูลนั้นไปตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันความถูกต้องกับร้านขายหนังสือก็ทำได้ยากเพราะร้านหนังสือทั่ วประเทศมีจำนวนมากและ
อาจไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

รบกวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องช่วยตอบด้วยนะครับว่ามีมาตรการ วิธีการตรวจสอบและป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมของสำนักพิมพ์อย่างไร

-------------------------------------------------------

2. อีกกรณีหนึ่งในกรณีที่มีการเซ็นสัญญาอนุญาตให้ใช้งานวรรณกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้มีการตกลงเรื่องรูปเล่มของหนังสือที่จะจัดพิมพ์ไว้ในสัญญาดังกล่าว
และทางสำนักพิมพ์ได้จัดการเรื่องรูปเล่มให้ แต่ปรากฏว่าหลังจากจัดพิมพ์และนำหนังสือออกวางจำหน่าย รูปที่อยู่บน "ปก" ของหนังสือที่วางจำหน่ายนั้น เป็นรูปที่ไม่มีความ
สวยงามและไม่ดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจ ทำให้ยอดขายของหนังสือดังกล่าวต่ำมาก และมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงปกของหนังสือดังกล่าวเป็นอย่างมากแต่ทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ได้สนใจ
ที่จะปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขเพราะสัญญาระบุว่าให้พิมพ์หนังสือเป้นจำนวน 3000 เล่ม และไม่ได้มีการเซ็นสัญญาใหม่อีกเพราะหนังสือยังค้างอยู่ในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากขายไม่ออก จนกระทั่งสำนักพิมพ์ต้องแก้ปัญญาเรื่องยอดขายโดยการนำหนังสือออกมาจำหน่ายแบบลดราคา

ในกรณีนี้ต้องการทราบว่านักเขียนเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถฟ้องร้องสำนักพิมพ์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ที่กล่าวว่า

"ผู้สร้างสรรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าวและมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน
ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือ เกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิ์ที่
จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร"

เพราะจากการจัดพิมพ์หนังสือโดยสำนักพิมพ์ซึ่งได้ใช้ปกที่ไม่สวยงามและไม่มีความดึงดูดดังกล่าวนั้นทำให้ยอ ดขายและยอดขายที่อาจจะมีได้ในอนาคตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
อีกทั้งยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงหน้าปกของหนังสือดังกล่าวเป็นอย่างมากและส่งผลถึงชื่อเสียงของหนังสือดั งกล่าว
ซึ่งการฟ้องร้องในทีนี้อาจเป้นการฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนหรือเพื่อเรียกร้องให้มีการเซ็นสัญญาแ ละเปลี่ยนรูปเล่มใหม่ หรือทั้งสองอย่าง

รบกวนถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องนะครับว่าจะสามารถฟ้องร้องสำนักพิมพ์ในเรื่องนี้ได้หรือไม่ ไม่ได้ค่าสินไหมทดแทนอย่างน้อยเอาแค่เปลี่ยนรูปเล่มใหม่ก็ยังดี

---------------------------------------------------------


ขอขอบพระคุณอย่างสูง


1. ปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่มีมาตรการตรวจสอบโรงพิมพ์ที่จัดพิมพ์หนังสือเกินกว่าที่ตกลงกันในสัญญา อย่างไรก็ดีหากท่านเห็นว่าหากโรงพิมพ์มีการจัดพิมพ์เกินกว่าที่ตกลงกันในสัญญา ท่านสามารถดำเนินคดีกับโรงพิมพ์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากการผลิตเกินจำนวนที่ได้รับอนุญาตถือเป็นการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ ( เฉพาะในส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา )
2. กรณีการออกแบบปก หรือ รูปเล่ม ถือเป็นเรื่องการตกลงกันของคู่สัญญา ซึ่งเป็นเรื่องในทางแพ่ง หากคู่สัญญาไม่ได้กระทำให้เป็นไปตามสัญญา ก็เป็นเรื่องที่คู่สัญญาจะ ไปว่ากล่าวกันและดำเนินการทางแพ่งในส่วนที่มีการผิดสัญญา

อิศราพงษ์

แล้วถ้าใครจะเปิดร้านหนังสือเช่า หรือมีคนรู้จักแล้วล่ะก็ เอาไปบอกเขาด้วยก็ได้ครับว่า

อยากทราบว่าการทำร้านหนังสือเช่าเป้นการละเมิดลิขสิทธิ์ไหมค่ะ
มีการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์หรือไม่ หรือต้องมีการออกใบอนุญาติ
..
เหมือนหรือแตกต่างจากการทำร้านเช่าหนังยังไงค่ะ
...
ขอบคุณค่ะ

ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ งานอันมีลิขสิทธิ์ที่จะนำออกให้เช่าและจะต้องขออนุญาตจาก เจ้าของลิขสิทธิ์คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ งานภาพยนตร์ งานสิ่งบันทึกเสียง เท่านั้น
สำหรับการเปิดร้านหนังสือให้เช่าไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์แต่จะต้องให้เช่าเฉพาะหนังสือที่มีลิ ขสิทธิ์ถูกต้องเท่านั้น หนังสือที่ถ่ายสำเนาไม่สามารถนำออกให้เช่าเนื่องจากถือเป็นการทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยการให้เช่าดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์แต่อย่างใด

อันนี้เป็นแค่แบบคร่าวๆ เท่านั้นะครับ สำหรับใครที่ต้องการจะได้รายละเอียดแบครสูตร

รวไปถึงการดาวโหลดแบบฟอร์มสำหรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ขอให้ไปที่เว็บไซต์นี้ครับ

http://www.ipthailand.org/dip/index.php

เพิ่มเติมกรณีเกี่ยวกับการจับกุมการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตัวแทนบริษัท

1. = ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 การเผยแพร่งานอันมีลิขสิทธิ์ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เว้นแต่

1.1 วิจัยหรือศึกษางานนั้น อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
1.2 ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท
1.3 ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
1.4 เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
1.5 ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว
1.6 ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ โดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ ในการสอนของตน อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
1.7 ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอน หรือทำบทสรุปโดยผู้สอน หรือสถาบันศึกษา เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร
1.8 นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ


2 - ความผิดตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ เป็นคดีอันยอมความได้ เจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้ตัวผู้กระทำละเมิดและรู้ถึงการละเมิด มิฉะนั้นจะขาดอายุความร้องทุกข์ และการแจ้งความร้องทุกข์จะต้องกระทำโดยผู้เสียหาย หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายจะต้องเป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" (ระมัดระวังพวกรับมอบอำนาจตัวปลอมไว้ด้วย

ถ้าใครเจอพวกมาขอตรวจให้ขอตรวจเอกสารก่อนจะให้ดีขอซีร็อกไว้ถ้าเป็นตัวจริงยังไงก็ยอมให้เราซีร็อกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหมายค้น หนังสือมอบอำนาจ เคยมีเพื่อนเจอหนังสือมอบอำนาจปลอมไปตกลงยอมความกันที่โรงพัก ไปตามเช็คทีหลังเป็นตัวปลอมหง่ะเสียไปสามหมื่น)

กรณีถูกล่อซื้อ เช่น พวกเอาเพลงมาคะยั้นคะยอให้เปิดให้ เป็นกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง เรายื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยยกมากล่าวอ้างและพิสูจน์ให้ศาสลเห็นข้อเท็จจริง(ควรถ่ายรูป หรือถ่ายวีดีโอเอาไว้ในขณะที่เกิดเหตุ พยายามถ่ายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของหน้าม้ากับทีมจับ) พยายามหารายละเอียดให้ได้มากที่สุดในวันที่ถูกจับกุม เพื่อเตรียมตัวต่อสู้คดี

ยังมีข้อต่อสู้อีกมาก เช่น เรื่องอำนาจฟ้อง (ผู้ฟ้องไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจ การมอบอำนาจขาดสาย อายุการมอบอำนาจขาด ฯลฯ) หรือเรื่อง การจับ/ การค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่ได้จากการจับการค้นที่ไม่ชอบ ไม่สามารถรับฟังได้ ฯลฯ หรือบางครั้งไม่มีการต่อสู้คดีเลยก็ได้ เพราะทีมมั่วมาจับ เลยทิ้งคดีหายหัวไปเลยก็มี ศาลก็ต้องสั่งจำหน่ายคดี (ถ้าเจอแบบนี้ ควรแจ้งความกลับ ฐานบุกรุก แจ้งความเท็จ ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ หรือตามข้อเท็จจริง)

ต่อสู้คดีทุกคดี อย่ายอมจ่ายมันง่ายๆ
สู้คดีจังหวัดละ 10 คดี (10 ร้าน) ทั่วประเทศสัก 70 จังหวัด 700 ร้าน 700 คดี ดูซิว่ามันจะเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลามาสู้คดี มาสืบพยานกับเราได้แค่ไหน
ทำแล้วไม่ได้เงิน/ได้เงินน้อย ขู่ใครไม่ได้ เสียค่าใช้จ่ายเยอะ เสียเวลามากมายในการสู้คดี ทำอย่างนี้สักปี-2ปีเดี๋ยวมันไม่ไหวก็เลิกอาชีพหมานำจับไปเอง
(ข้อมูลบางส่วนจาอบอร์ดเจ้าของร้านเกมส์)

3 - สิทธิ์ในการชนะคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน

Credit : นิรนามจากบอร์ดเอ็มไทย

 -----------------------------------

Credit : คุณกระต๊อบ จาก Thaiboylove ขอบพระคุณมากๆค่ะกับเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

แล้วต่อภาค 2 ว่าด้วยเรื่องการก๊อปค่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet